Fic]:[The Time Is Over (TempG)
posted on 13 Oct 2009 14:43 by nattatida
โผล่หัวมาแล้วจ้าา!!!!
หลังจากดองบล็อกไปนาน ตอนนี้บล็อกกระป๋องสามารถส่งออกได้แล้ว (ทำนองเดียวกะผักกาดดองอะนะ เหอ ๆ) ไม่มีคำแ้ก้ตัวใด ๆ ค่ะ เป็นเพราะดาหมดมุก ไม่รู้จะอัพเรื่องอะไรดี เลยใช้เวลาว่างนั่งแต่งฟิคมาชดเชยความผิด หุหุ (ไม่รู้จะช่วยได้ไหมนะ เหอ ๆ) งั้นไม่พูดมากนะ ไปอ่านกันก่อนดีกว่า
-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-
The Time Is Over
“ยืนอยู่ตรงนี้ไม่กลัวเปียกเลยรึไง”
เสียงเอ่ยถามเรียกให้คนที่ยืนอยู่กลางฝนเหมือนไม่สนใจว่าจะตัวเองเปียกปอนแค่ไหนต้องหันไปมอง คิ้วเรียวของคนไม่สนใจสายฝนเลิกสูงเป็นเชิงถามชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งชายคนนั้นก็ขยับยิ้มเป็นมิตรตอบกลับมาพร้อม ๆ กับขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้นเพื่อให้อีกคนได้อยู่ใต้ร่มเดียวกัน
“เอ่อ...ขอบใจ” ควอนจียงเอ่ยอย่างเสียไม่ได้ จริงอยู่ที่เขาไม่ได้ขอความช่วยเหลือ ชายหนุ่มร่างบางไม่สนใจด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเปียกขนาดไหน แต่เมื่ออีกฝ่ายหยิบยื่นน้ำใจมาให้ แม้จะไม่รู้จักกันแต่ก็เป็นมารยาทที่จะต้องเอ่ยคำแสดงความขอบคุณออกไป
ไร้คำพูด
ควอนจียงไม่รู้ว่าตนเองควรจะพูดอะไรออกไปดี ในตอนแรกเขาคิดว่าแค่อยากยืนเงียบ ๆ กลางสายฝนเย็น ๆ สักพักเผื่อว่าจะได้ไอเดียอะไรใหม่ ๆ ไปใช้กับงานบ้าง จะได้เลิกถูกจับผิดเสียที แต่ตอนนี้ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวแล้ว ถึงจะไม่ใช่คนช่างพูดอะไร แต่การที่ยืนอยู่กับคนอื่นเงียบ ๆ แบบนี้มันรู้สึกอึดอัดแปลก ๆ
ดวงตาเรียวแอบลอบมองชายแปลกหน้าข้าง ๆ คนคนนี้ช่างดูแตกต่างกับเขาเหลือเกิน แตกต่างจนน่าอิจฉา ทั้งความสูง ทั้งโครงหน้า ที่โดดเด่นที่สุดก็คงหนีไม่พ้นดวงตาคู่คมนั่น มันดูดุดัน ดุเสียจนเขาต้องหลบสายตายามที่เจ้าตัวจ้องกลับมา ถึงแม้จะไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ แต่จียงก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้ม
ยิ้ม...ทำไม?
เหมือนกับเป็นความลืมตัว ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบปล่อยให้อะไรผ่านไปง่าย ๆ โดยทิ้งความค้างคาใจเอาไว้ ควอนจียงหันมองอีกฝ่ายทันที ใบหน้ากลมฉายแววไม่พอใจนัก ริมฝีปากสีกุหลาบเม้มเข้าหากัน คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นน้อย ๆ เหมือนกำลังเล่นเกมใบ้คำไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่ดูเหมือนกับว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่ ในขณะที่จียงไม่เข้าใจอีกฝ่ายเลย และนี่คือความรู้สึกที่เขาไม่ชอบที่สุด
“นายดูเป็นคนคิดมากจัง”เป็นอีกฝ่ายที่เอ่ยออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเล็ก ๆในลำคอ แม้จะเล็กน้อยแต่จียงก็ได้ยิน และเหมือนเคย เขาไม่เข้าใจความหมายของมัน
“เฮ่ ดูหน้านายสิ คิ้วนายด้วย มันกำลังจะกลายเป็นโบผูกของขวัญแล้วนะ”ยังคงเป็นชายแปลกหน้าที่เอ่ยออกมา น้ำเสียงโทนต่ำแม้จะฟังดูเป็นมิตร แต่ในตอนนี้ควอนจียงกลับรู้สึกไม่ค่อยชอบมันนัก
“นายขำ?”จียงพูดเพียงเท่านั้น เขาไม่อยากจะพูดอะไรมาก ไม่รู้ว่าร่างสูงนี้กำลังคิดอะไร ไม่อยากให้อีกฝ่ายมองเขาเป็นตัวตลก
“ก็แค่กำลังสงสัยว่าทำไมนายถึงมายืนตากฝนอยู่กลางสวนสาธารณะแบบนี้ในขณะที่คนอื่น ๆ กำลังวิ่งวุ่นหาที่หลบฝนกัน ก็เท่านั้น...นายไม่เชื่อ?”
“มีเหตุผละอะไรที่ฉันต้องเชื่อ?”
“เพราะฉันเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่กับนาย...ตอนนี้...อืม เหตุผลนี้พอจะได้ไหม”อาจเป็นเพราะจียงคิดมากไปเอง หรืออะไรก็ตาม แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าคนคนนี้กำลังกวนประสาทเขาอยู่
“แต่ฉันไม่รู้จักนาย”
“งั้นก็มาทำความรู้จักกันสิ ไหน ๆ ฉันก็อยู่แถวนี้อยู่แล้ว นายเป็นคนที่เพิ่งย้ายมาสินะ ใช่ไหมล่ะ เห็นน้องฉันพูดว่ามีคนย้ายเข้ามาบ้านใกล้ ๆ กันนี่เอง ยังไงเราก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านกันอยู่แล้วนี่นา”พูดจบก็ปิดท้ายด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี...
ดูเหมือนว่ายิ่งได้พูดคุยอีกฝ่ายก็ยิ่งแสดงออกมาให้เห็นว่าตนเองเป็นคนอัธยาศัยดี เขาคงมองว่ามันมีเสน่ห์มากถ้าเขาไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังกวนประสาทเขาอยู่ ควอนจียงส่งเสียงในลำคอเบา ๆ คล้ายจะขบขัน เสียแต่ว่ามันดูฝืนเหลือเกินจนอีกฝ่ายต้องตีหน้ายุ่งทำท่าน้อยอกน้อยใจที่ดูน่าขำเสียมากกว่าน่าเห็นใจ ก็นะ รูปร่างมาเฟียเสียขนาดนี้แต่ทำท่าทางอย่างกับเด็กวัยรุ่นขี้น้อยใจมันคงจะเข้ากันพิลึก
“นายนี่กวนประสาทชะมัด พูดเองเออเอง ให้ตายสิ”
“เอาเถอะน่า ถ้านายเขินละก็นะ ฉันจะเป็นฝ่ายแนะนำตัวก่อนแล้วกัน...”พูดจบก็กระแอมในลำคอเบา ๆ มืออีกข้างที่ไม่ได้ถือร่มยกขึ้นทำท่าคล้ายถือไมโครโฟนเอาไว้ ไหล่กว้างตั้งตรงขึ้น ใบหน้าคมเชิดสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงที่ทุ้มกว่าเดิม “...กระผมชเวซึงฮยอน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” พูดจบก็ยื่นมือข้างที่สมมติว่ามีไมโครโฟนอยู่มาทางจียงทำท่าพยักเพยิบให้อีกฝ่ายแนะนำตัวบ้าง แต่มีหรือควอนจียงจะทำอะไรแบบนี้ มือเรียบดันมือใหญ่กว่าของอีกฝ่ายให้ออกห่าง ซึงฮยอนไหวไหล่น้อย ๆ เป็นเชิงเข้าใจ ก่อนจะพูดเสียงอ่อย “นี่ ช่วยแนะนำตัวหน่อยสิ”
“ก็กำลังจะพูดอยู่นี่ไง ทำไมต้องทำท่าทางแบบนั้นด้วย”
“โอเค ๆ ฉันยอมแพ้แล้ว เชิญนาย” ถ้าซึงฮยอนหูไม่ฝาด หรือเสียงลมฝนไม่ได้ทำให้เขาหูเพี้ยนไป ชายหนุ่มร่างสูงคิดว่าเขาได้ยินอีกฝ่ายขำออกมา คิ้วหนาเลิกสูงพร้อม ๆ กับดวงตาคู่คนที่มองไปยังคนตัวเล็กกว่าอย่างสงสัยแต่อีกฝ่ายก็ทำเป็นไม่สนใจกับการกระทำของคนร่างสูง
“ฉันควอน......
+++
“...จียง!!”
เสียงเรียกที่ดังเกินระดับปกติสามารถเรียกความสนใจจากจียงได้สำเร็จในที่สุด ชายหนุ่มร่างบางละสายตาจากหนังสือเล่มหนาที่กำลังนั่งอ่านอยู่อย่างสนอกสนใจหันไปมองผู้มาเยือนก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
“นึกยังไงถึงมาบ้านฉันได้ แต่เช้าซะด้วย”
“เรื่องของฉันมันน่าแปลกใจกว่าเรื่องที่นายลื้อห้องตัวเองงั้นหรอ”ชายหนุ่มร่างสันทัดกวาดสายตาไปทั่วห้องนอนของเพื่อนสนิทที่เขาจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เห็นมันไม่ใช่แบบนี้ ทงยองเบก้มเก็บของบางชิ้นใกล้ ๆ เท้าขึ้นมาดูก่อนจะปล่อยมันไว้ที่เดิม ถ้าจำไม่ผิดเขาคิดว่าเขาเคยเห็นพวกมันเมื่อนานมาแล้ว
นานขนาดไหนกัน?
หนึ่งปี สองปี หรือมากกว่านั้น...
อาจจะก่อนหน้านั้น แต่ล่าสุดที่เขาเข้ามาในห้องนี้มันก็เมื่อสองปีก่อนนี่นา ในตอนนั้นเพื่อนของเขาคล้ายคนประสาทเสียเข้าไปทุกที ไม่แสดงอะไรออกมามากนักว่าตัวเองคิดอะไรอยู่แต่เผลอเมื่อไรต้องเข้ามาเก็บตัวอยู่ในห้องนอนทุกที แล้วของต่าง ๆ ที่เคยวางประดับอยู่ในห้องก็ค่อย ๆ หายไป ห้องที่เคยมีสีสันจากของต่าง ๆ กลายเป็นห้องสีขาว ที่มันให้ความรู้สึกว่างเปล่าเสียมากกว่าสะอาดตา
ยองเบค่อย ๆ เดินไปที่เตียงสีขาวกลางห้อง ระวังที่สุดเพื่อไม่ให้เหยียบอะไรเข้า ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนุ่ม แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อสัมผัสได้ว่าเตียงนั้นเย็นราวกับว่ายังไม่มีใครได้ใช้งานมันตั้งแต่เมื่อคืน
“นี่นายนั่งพังห้องตัวเองทั้งคืนไม่หลับไม่นอนเลยรึไง”
“นายมาเพื่อเทศนาฉันรึไง”พูดพลางรวบผมที่ยาวจนประบ่าของตน “คนงานรัดตัวอย่างนายคงไม่มาด้วยเรื่องแค่นี้หรอก ไหนจะเด็กของนายอีก อา...ฉันอยากเห็นเด็กคนนั้นจัง ใครกันนะที่บังอาจมาแย่งความสำคัญของฉันจากนายไป”พูดจบก็ปิดท้ายด้วยท่าทางน้อยอกน้อยใจระคนไม่พอใจในบุคคลที่สามทำเอาเพื่อนร่างหนาถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก
“......”
“เฮ้ ฉันล้อเล่นน่า อย่าทำหน้ารู้สึกผิดแบบนั้น ขนลุกว่ะ”รอยยิ้มจริงใจถูกส่งให้เพื่อนสนิทอีกครั้งอย่างที่จะบอกว่าอย่าคิดมากก่อนที่จะหันไปเก็บของลงกล่องใบใหญ่
ยองเบนั่งมองแผ่นหลังเล็กของจียงที่กำลังเก็บของอยู่ ของบนพื้นค่อย ๆ หายไปทีละชิ้นแต่มันก็ดูเหมือนว่าจะไม่หมดไปเสียที นี่เพื่อนของเขาคิดอะไรอยู่กันนะ บทจะเก็บก็เก็บเสียจนไม่เหลืออะไร แต่พอจะเอาออกมาก็นั่งลื้อไม่ยอมหลับยอมนอน ถ้าจะจัดคนเข้าใจยากคงต้องยกให้ผู้ชายที่ชื่อควอนจียงคนนี้แหละ เพราะขนาดเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กอย่างเขายังไม่ค่อยเข้าใจในความคิดและการกระทำของเพื่อนคนนี้เท่าไรเลย เสียงถอนหายใจที่ได้ยินไม่บ่อยนักจากทงยองเบดังขึ้นแผ่วเบา เบาพอที่คนที่กำลังยุ่งอยู่กับการยัดทุกอย่างลงกล่องจะไม่ได้ยิน ยองเบลงจากเตียงมานั่งข้าง ๆจียงช่วยหยิบสมบัติแห่งความทรงจำลงในกล่องอีกใบเรียกให้จียงหันมามองการกระทำของเพื่อนสนิทก่อนที่เจ้าตัวจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก
“นี่นายยังไม่ได้บอกฉันเลยว่ามีอะไรถึงมาหาฉันถึงห้องแต่เช้าแบบนี้”
“ฉันว่าจะมาเรื่องของซึง...”คำพูดที่เตรียมไว้เพื่อคุยเรื่องสำคัญกับจียงถูกกลืนลงคอไปทันทีที่ยองเบเปิดซองการ์ดสีชมพูอ่อนออกดูเขารู้ดีว่ามันหมายถึงอะไรเพราะเขาก็ได้รับมันเหมือนกัน แต่เขาไม่คิดว่าเพื่อนของเขาจะได้รับมันด้วย ไม่คิดว่าคนคนนั้นจะส่งมันมาให้เพื่อนของเขา “...ฉันคงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรแล้วล่ะ”
คำพูดชวนข้องใจของเพื่อนทำให้จียงต้องหันมามองคนข้างกาย และเขาก็เข้าใจทุกอย่างเมื่อเห็นการ์ดสีสวยในมือเพื่อน มือบางหยิบมันมาจากมือของยองเบก่อนจะนำมันไปวางไว้บนโต๊ะหนังสือ
“อย่าทำท่าคิดมากแบบนั้นสิยองเบ”เอ่ยกับเพื่อนราวกับตนเองไม่ได้คิดมากอะไร
“นี่คือเหตุผลที่นายทำอะไรบ้า ๆ แบบนี้ใช่ไหม นายน่าจะห่วงตัวเองบ้าง”
“........” คำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ต่าง ๆ ของเพื่อนสนิททำให้จียงเถียงไม่ออก จะปฏิเสธก็ไม่ออกเพราะส่วนหนึ่งมันก็ถูก ไม่สิ ที่ยองเบพูดมานั้นถูกต้องเลยทีเดียว บวกกับท่าทางที่เพื่อนรักสื่อออกมานั้นมันทำให้เขาไม่อยากจะโกหกเพื่อนคนนี้เลย ความห่วงใยที่เพื่อนส่งมาให้มันทำให้ยากนักที่จะทำเป็นคนเข้มแข็ง ไม่คิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น
มือบางยกขึ้นเสยผมที่รวบไว้อย่างลวก ๆ ยิ้มเยอะให้กับความอ่อนแอและเพ้อฝันของตนเองก่อนจะหยิบร็อคเก็ตสีเงินที่วางอยู่ข้าง ๆ การ์ดสีชมพูขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเขาก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยียบที่แล่นผ่านเข้ามา ทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งจะวางมันไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนแท้ ๆ อาจเป็นเพราะอากาศภายนอกที่ทำให้มันเย็นลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ จียงมองผ่านกรอบหน้าต่างออกไปด้านนอก สายลมพัดผ่านบานหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้พาละอองน้ำเข้ามากระทบผิวสีอ่อนของจียง
ฝนกำลังตก
ในที่สุดจียงก็หันกลับมาหายองเบที่มองเขาอย่างเป็นห่วง รอยยิ้มที่คราวนี้ดูฝืนกว่าครั้งไหน ๆ ถูกส่งมาอีกครั้ง การกระทำแบบนี้ของเพื่อนทำให้ยองเบไม่อยากจะพูดอะไรออกมา รอยยิ้มของจียงหมายถึงการยืนยัน การยืนยันว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่มีทางหยุดการกระทำของตนเอง อาจจะเสียใจแต่ก็จะไม่เสียดายที่ได้ทำมันลงไป
“ฉันจะเอาของไปคืนเค้าน่ะ มันหมดเวลาของฉันแล้ว...”หมดมานานมากแล้ว
มือบางกำร็อคเก็ตแน่น แม้มันจะเย็นไปถึงหัวใจ เย็นเสียจนหนาว แต่ก็เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่มันจะอยู่กับเขา ก่อนที่จะคืนให้เจ้าของที่แท้จริง เสียงติ๊ก ๆ ของกลไกภายในดังแว่วออกมาจากร็อคเก็ตเงิน จียงเปิดมันออก เข็มของนาฬิกากำลังหมุนวนอยู่บนหน้าปัดสีขาว ปลายของมันลากผ่านเลขโรมันสีเงินอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าก็ไม่เคยหมุนย้อนกลับมาในทิศทางเดิม ยังคงหมุนไปตามทิศทางของมันอย่างมั่นคง จียงปิดมันลงและวางมันไว้ที่เดิมก่อนจะกลับมานั่งข้าง ๆ ยองเบ ทั้งคู่ช่วยกันเก็บของเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
คนหนึ่งกำลังจมอยู่ในวังวนความคิดของตอนเอง ความเสียดาย กับเวลาที่ไม่สามารถย้อนมันกลับมาได้
อีกคนกำลังกังวลใจ เป็นห่วง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
+++
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว แต่ตอนนี้จียงกำลังอยู่บนถนนสายเล็ก ๆ ที่แสนจะเงียบสงบ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองมาถึงที่นี่ได้อย่างไร จำได้ว่าหลังจากปฏิเสธที่จะมาพร้อมยองเบแล้วเขาก็มายืนอยู่ที่นี่ ฝนหยุดตกแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความเย็นสบายของพื้นดินที่ถูกน้ำชะล้างไอแดดไปลมยามเย็นยังคงพัดเบา ๆ ผ่านแม่น้ำมายังพื้นดิน อากาศในเวลานี้ดีเสียจนจียงต้องยิ้มออกมา ขาเพรียวก้าวไปเรื่อย ๆ ตามทางที่จำได้รางๆ ปลายทางของเขาคือโบสถ์เล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ แต่ยิ่งเดินเขากลับยิ่งรู้สึกหมดแรง มือเพรียวทั้งข้างซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนสีดำ มือข้างหนึ่งสัมผัสเข้ากับความเย็นของเนื้อโลหะ ไหล่กว้างยกสูงพร้อม ๆ กับสูดลมหายใจเข้าก่อนจะค่อย ๆ ก้าวไปตามทาง
เขาเห็นโบสถ์หลังเล็ก ๆ นั้นทันทีที่เดินเลียวผ่านมุมถนนมา แม้จะไมใหญ่โตนักแต่ก็สวยงาม มันดูอบอวนไปด้วยความบริสุทธิ์และความรัก เหมาเหลือเกินสำหรับพิธีสำคัญเกี่ยวกับความรักอย่าง...
แต่งงาน
งานแต่งงานของผู้ชายกับผู้หญิงที่รักกัน
แรงสั่นจากกระเป๋ากางเกงทำให้จียงหลุดจากความคิดของตัวเอง มือที่เคยอยู่ในกระเป๋ากางเกงอยู่แล้วดึงเครื่องมือสื่อสารสีขาวออกมา รายชื่อผู้โทรเข้าทำให้เขาต้องรับสายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นห่วง
“ฉันกำลังจะไป”
“ให้ตายสิฉันคิดว่านายจะไม่มาแล้วซะอีก ยังไงก็รีบหน่อยนะพิธีใกล้จบแล้ว ถ้านายอยากจะคืนของให้เค้าก็รับมาล่ะ เพราะฉันได้ยินมาว่าหลังจบพิธีเค้าก็จะขึ้นเครื่องกันทันที”เสียงของเพื่อนรักที่ดังผ่านคลื่นสัญญาณมาราวกับเป็นมือที่กระตุกหัวใจของจียงให้หล่นไปที่หลายเท้า นี่เขากำลังจะช้าไปอีกแล้วหรือ?
สัญญาณจากเพื่อนสนิทของเขาถูกตัดไปแล้ว จียงหยิบเอาล็อคเก็ตขึ้นมาดูเวลา เขามาช้าจริง ๆ เสียด้วย แต่อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว จะได้เจอกันอีกครั้ง
ขอให้ครั้งนี้เขาไปทันทีเถอะ
ครั้งนี้ ครั้งสุดท้าย...
สองขาก้าวไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพิ่มอัตราเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง แจ็คเก็ตหนังสีดำที่เคยใส่เพื่อป้องกันความเย็นของอากาศตอนนี้ดูเกะกะเสียจนต้องถอดมันออกออก เสียงเข็มนาฬิกาสะท้อนผ่านผิวกาย ดังก้องในโสตประสาทของเขา ภายในใจภาวนาให้ครั้งนี้จะไม่สายเกินไป ขอทำในสิ่งที่ต้องการสักครั้ง แค่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจ...อย่างน้อยก็แค่ขอให้ได้ทำ เท่านั้นก็พอ...
ร่างบางยืนหอบหายใจอยู่หน้าโบสถ์ที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยด้วยความยินดีดังไปทั่ว ที่บันไดโบสถ์ สิ่งที่เห็นทำให้เขาแทบหยุดหายใจ เสียงหัวใจเต้นดังจังชายหนุ่มคิดว่าคนอื่นก็อาจจะได้ยินมัน เขาไม่มั่นใจว่าเพราะอะไรเจ้าก้อนเนื้อนี่ถึงได้เต้นแรงนัก อาจเป็นเพราะว่าเขาใช้กำลังมากไปเมื่อครู่ หรือเพราะร่างสูงเจ้าของงานมงคลในครั้งนี้ แต่ที่เขารู้คือมันเต้นแรงเสียจนเขารู้สึกเจ็บ มือขวายกขึ้นกุมหน้าอกอย่างอยากจะบรรเทาความเจ็บที่ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดนี้ เปลือกตาบางหลุบลงพร้อมกับสูดหายใจเข้าออกช้า ๆ เสียงพูดคุยที่เคยดังอยู่รอบกายพลันเงียบลง จียงรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างกระเด็นมาปะทะอก มือทั้งสองข้างของเขาจับมันไว้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ลืมตา ทันทีที่สัมผัสเขาก็รู้ได้ทันทีว่ามันคืออะไร กลิ่นหอมอ่อน ๆของดอกกุหลาบนั้นชัดเจนในความรู้สึก
ชายหนุ่มร่างบางลืมตาขึ้นช้า ๆ ผู้คนมากมายที่เคยยืนล้อมคู่บ่าวสาวอยู่ค่อย ๆ หลบฉากไปจากด้านหน้าของเขา ทำให้สามารถมองเห็นชายหญิงที่ยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์ได้อย่างชัดเจน คู่บ่าวสาวอยู่ในชุดขาว ดูสง่างามและเหมาะสมกันราวกับเจ้าชายและเจ้าหญิง
“จียง”ชายร่างสูงในสูทสีขาวเอ่ยเสียงเบา แต่ก็ดังชัดในหัวของจียง
“ไหนบอกว่าจะรอฉันมีความสุขก่อนไง แล้วไหงหนีมาแต่งงานก่อนแบบนี้”
“......”
“ความจริงนายน่ะควรจะไปงานแต่งงานของฉันก่อนสิมันถึงจะถูก”
“ฉัน...จียง...”
“เฮ้ นี่งานแต่งงานนายนะ ดูนายทำหน้าเข้า”ราวกับม้วนเทปที่ถูกเล่นซ้ำอีกครั้ง ประโยคคุ้นเคยที่อีกฝ่ายเคยพูดเมื่อครั้งแรกที่พบกัน แต่ในครั้งนี้อีกฝ่ายกลับเป็นคนพูด พูดพร้อมกับรอยยิ้มหยอกล้อ ขาเพรียวก้าวเข้าไปใกล้คนทั้งคู่ที่ยืนคู่กัน รอยยิ้มจริงใจส่งไปให้คนตัวโตที่ดูจะกังวลไม่เข้าเรื่อง
“นายยังเหมือนเดิมเลยนะซึงฮยอน...”จียงเอ่ยออกมาเมื่อได้สังเกตคนที่ตนเองรักอีกครั้งใกล้ ๆ ชเวซึงฮยอนผู้ชายที่เป็นรักแรกและรักเดียวของเขายังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่ว่าจะโครงหน้าได้รูป เรียวปากสีสวย จมูกที่โด่งเป็นสัน รวมไปถึงดวงตาคู่คมที่เขาหลงใหล ทั้งหมดของผู้ชายคนนี้ยังคงเหมือนเดิม เว้นเสียก็แต่หัวใจ ที่ในเวลานี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่เท่านี้ก็พอแล้ว ขอให้เขาจดจำไว้เพียงเท่านี้ก็พอ “...ยิ้มหน่อยสิ” ขอจดจำรอยยิ้มที่เขาแสนรักเอาไว้ก็พอ
“แต่นายดูเปลี่ยนไปนะ ผอมลงไปเยอะเลย”
“เฮ้ อย่ามาทำท่าทางเหมือนยองเบสิ ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อคุยกับนายนะ ฉันมาหาเจ้าสาวของนายต่างหาก”พูดจบก่อนจะหันไปมองหญิงสาวแสนสวยในชุดแต่งงานสีขาวพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณเป็นเพื่อนของซึงฮยอนหรอ ไม่เห็นมาแนะนำให้ฉันรู้จักบ้างเลยนะตาอ้วน เพื่อนหน้ารักแบบนี้”คนเป็นเจ้าสาวเอ่ยติเจ้าบ่าวอย่างไม่รู้เรื่องอะไร รอยยิ้มของเธอสดใสเหลือเกิน น่ารักราวกับตุ๊กตา ได้เห็นเพียงเท่านี้จียงก็พอใจแล้ว ซึงฮยอนกำลังจะมีความสุขกับคนที่ดีแบบนี้ เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดน้อยลงบ้าง
“อย่าไปว่าหมอนี่เลยก็เราอยู่คนละประเทศกันนี่นา ผมยังเสียดายเลยว่าคุณน่าจะเจอหมอนี่ก่อนหน้านี้สักปีสองปี”จียงเอ่ยไปตามจริง ถ้าผู้หญิงคนนี้ได้เจอกับซึงฮยอนก่อนเขาเรื่องราวที่ผ่านมาอาจจะดีกว่านี้ก็ได้
“ใช่สินะ เดี๋ยวเราจะก็จะย้ายไปฟิลิปปินส์อย่างถาวรแล้ว ถ้ายังไงคุณก็ไปเยี่ยมเราได้นะคะ ฉันน่ะอยากรู้ว่าเมื่อก่อนซึงฮยอนเป็นยังไงบ้าง ยังไงคุณก็เป็นเพื่อนเค้าต้องรู้ดีกว่าฉันแน่เลย ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“อย่าไปรบกวนจียงเลยดาร่า”ซึงฮยอนเอ่ยปรามคนรักที่พูดเองเออเองอยู่ฝ่ายเดียว และผลที่ได้รับก็คือค้อนวงโตจากเจ้าสาวและจียงที่ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีจนน่าใจหาย
“ผมคงไปไหนไม่ได้แล้วล่ะ ที่ผมมาที่นี่ก็เพราะจะเอาของขวัญมาให้คุณ”ร็อคเก็ตที่จียงถืออยู่ตลอดเวลาถูกวางลงบนมือบางของหญิงสาวตรงหน้า ดวงตากลมโตของหญิงสาวระริกอย่างตื่นเต้น ความดีใจฉายชัดบนใบหน้า
“สวยจังเลยค่ะ”
“ไม่ใช่แค่สวยหรอกนะ แต่มันมีความหมายด้วย มันหมายถึงการเดินไปข้างหน้าโดยไม่ย้อนกลับเหมือนกับเวลาที่ไม่มีทางย้อนกลับไปได้ไง ความรักของคุณสองคนก็เหมือนกัน มันจะมีแต่ก้าวไปข้างหน้า”คำพูดที่เคยมีคนพูดเอาไว้ จียงจำมันได้ดี เวลาที่ไม่มีทางย้อนกลับมา กับความรักที่มีแต่จะก้าวไปข้างหน้า ในตอนนี้เขาได้ส่งมอบมันให้กับคนที่เหมาะสมแล้ว
“ขอบคุณค่ะจียง คุณน่ารักจัง”ใบหน้าหวานของหญิงสาวยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ว่าใครมองก็ไม่อาจละสายตาได้
“อา...ผมคงต้องไปแล้ว เวลาของผมใกล้หมดแล้ว”พูดจบก็หมุนตัวเดินออกมาทันที แต่เพียงไม่กี่ก้าวจียงก็หันกลับมาอีกครั้ง ยกช่อกุหลาบหลากสีในมือชูขึ้นโบกไปมาเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่ดังพอให้หญิงสาวในชุดเจ้าสาวได้ยิน
“ขอบคุณสำหรับดอกไม้นะครับ มันสวยเหมือนคุณเลย”ทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก่อนจะเดินผ่านผู้คนในงานออกมาก
+++
ขาเพรียวก้าวเดินอย่างเชื่องช้า สายตาทอดมองยังพระอาทิตย์ยามเย็นที่ค่อย ๆ ตกลงสู่ผิวน้ำ รอยยิ้มยังคงไม่เลือนหายไปจากใบหน้าของจียงแม้เรื่องมันจะจบลงแบบนี้แต่ก็คงจะเป็นตอนจบที่ดี อาจจะดีที่สุดในบรรดาเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตขิงเขาเลยก็ว่าได้ เขาเพรียวหยุดก้าวเดิน ร่างบางหยุดลงบนสะพานข้ามแม่น้ำเล็ก ๆ สายลมยังคงไม่หยุดพัด มือบางยกช่อกุหลาบขึ้นมา ใบหน้ากลมเคลื่อนเข้าใกล้ช่อดอกไม้สีหวานสูดดมกลิ่นของมันช้า ๆ กายที่เคยตั้งตรงทรุดลง แผ่นหลังพิงกับราวสะพานคล้ายคนหมดแรง แต่ใบหน้าของชายหนุ่มก็ยังคงแย้มยิ้ม
ยิ้มพร้อม ๆ กับน้ำตา
“หมดแรงแล้วรึไงคุณชายควอนคนเก่ง”เสียงของเพื่อนรักเรียกให้จียงต้องหันไปมอง ทงยองเบก้าวออกมาจากรถสปอร์ท มองเพื่อนร่างบางผ่านแว่นกันแดดสีดำ
“......”
“กลับกันเถอะ...”เอ่ยกับเอนรักก่อนจะกลับเข้าไปนั่งในรถ ไม่นานนักจียงก็เข้ามาในรถ นั่งลงข้างคนขับ ดอกไม้ในมือถูกประคองอย่างหวงแหนแม้สองมือนั้นจะดูหมดแรงลงทุกที
“อยากพักก็นอนได้นะเดี๋ยวฉันไปส่งนายถึงห้องเลย”พูดพร้อมกับยิ้มทะเล้น พยายามสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น แต่ก็รู้ดีว่าคงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ยองเบได้ยินเสียงตอบรับเบา ๆ จากคนที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ รถสปอร์ทออกตัวอย่างนิ่มนวลด้วยความชำนาญ เคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ รับลมริมแม่น้ำ บรรยากาศในรถตกสู่ความเงียบเมื่อผู้โดยสารดูเหมือนจะหลับไปแล้ว
“นี่ยองเบ”เสียงเรียกทำให้คนที่ขับรถเพลิน ๆ สะดุ้งเล็กน้อย ยองเบหันไปมองคนที่คิดว่าหลับไปแล้วอย่างสงสัย
“หนาวหรอ เอาเสื้อไหม”ถามอย่างเป็นห่วงแต่จียงกลับส่ายหน้าเบา ๆ
“ฉันชอบโบสถ์ที่หมอนั่นใช้ทำพิธีวันนี้จัง”
“เห?”
“ข้างหลังโบสถ์นั่นมีสุสานรึเปล่านะ...”เหมือนจียงจะบ่นกับตนเองมากกว่าจะถามคนข้างกาย ยองเบมองเพื่อนรักที่ค่อย ๆ หลับตาลงอย่างจนคำพูด ใบหน้าของจียงยังคงยิ้มอยู่แม้ในยามหลับใหล
“ฉันเข้าใจแล้ว หลับให้สบายเถอะ เดี๋ยวถึงบ้านแล้วจะปลุก”เอ่ยกับเพื่อนเบา ๆ แผ่นอกของจียงขยับขึ้นลงสม่ำเสมอเป็นสัญญาณบอกว่าอีกฝ่ายได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว และความเงียบก็เข้ามาครองพื้นที่อีกครั้ง
รถสปอร์ทสีแดงสดแล่นไปตามถนนริมแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่แสนสงบอย่างช้า ๆ พร้อม ๆ กับดวงอาทิตย์สีแสดที่ลับขอบฟ้าลง
+++
3 ปีผ่านไป
“นาย...ทงยองเบใช่รึเปล่า”เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ชายหนุ่มร่างสันทัดต้องละความสนใจจากดอกกุหลาบหลากสี ดวงตาด้านหลังแว่นกันแดดสีดำแสดงความแปลกใจออกมาเมื่อได้พบกับคนที่คิดว่าจะไม่กลับมาที่เกาหลีอีกแล้ว แต่อีกฝ่ายคงไม่สามารถรับรู้ได้
“ซึงฮยอน?”ยองเบเอ่ยเรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจ อีฝ่ายดูต่างจากที่เขาเห็นล่าสุดมาก ดูภูมิฐานขึ้น ถ้าพูดโดยรวมก็ต้องบอกว่าดูดีขึ้นมากเลยทีเยว
“ไม่คิดว่าจะมาเจอนายที่นี่นะ”เป็นชายร่างสูงที่พูดออกมา
“เหมือนกัน นายมาซื้อดอกไม้? ให้ภรรยานายงั้นหรอ?”
“ใช่ แล้วนายล่ะ”
“ฉันมาซื้อดอกไม้ให้จียงน่ะ”
“อย่างนั้นหรอ...เค้าเป็นยังไงบ้าง”ยองเบคิดว่าเห็นแววตาคมเข้มของอีกฝ่ายหมองลงวูบหนึ่ง น้ำเสียงที่เหมือนจะเข้าใจทุกอย่างนั่นทำให้ยองเบต้องขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันไม่รู้ว่านายคิดอะไรอยู่ แต่ถ้านายพอมีเวลาล่ะก็นะไปกับฉันหน่อยสิ”พูดกับซึงฮยอนจบหนุ่มร่างสันทัดก็หันไปสั่งดอกไม้กับพนักงานอย่างคุ้นเคย
“เราจะไปไหนกัน”ซึงฮยอนเอ่ยถามก่อนจะจ่ายค่าดอกไม้ของตน
“โบสถ์ที่นายใช้แต่งงานนั่นไง เดินไปไม่ไกลหรอก”
“จียงอยู่ที่นั่น?”ร่างสูงเดา แต่ก็ยังสงสัยว่าจียงไปทำอะไรที่โบสถ์นั่น “แต่งงาน?” อา...อาจจะใช่ก็ได้ เรื่องของเขากับจียงก็จบลงไปร่วมสี่ปีแล้ว ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะเริ่มชีวิตใหม่กับใครอีกคน เขาเองยังเลือกที่จะเริ่มต้นใหม่เลย แต่ก็อดใจหายไม่ได้จริง ๆ สินะ
“ไว้นายไปถึงก็รู้เอง”พูดจบยองเบก็เดินออกจากร้านดอกไม้ทันที ซึงฮยอนสาวเท้าตามเพื่อนของอดีตคนรักไป ไม่ยากที่ร่างสูงจะตามทันยองเบ ทั้งคู่เดินผ่านเส้นทางที่คุ้นตามุ่งหน้าไปยังโบสถ์หลังเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ
ผู้ชายสองคนกับดอกกุหลาบสองช่อ
โบสถ์ยามไร้พิธีกรรมช่างเงียบสงบ ซึงฮยอนเดินตามยองเบไปเงียบ ๆ ยิ่งร่างสันทัดพาเขาเดินอ้อมไปทางหลังโบสถ์เขายิ่งไม่กล้าจะเอ่ยปากถาม ไม่อยากคาดเดาอะไร ไม่อยากคิดว่าจียงจะมาทำอะไรในสุสาน ซึงฮยอนรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ กลัวสิ่งที่กำลังจะได้รับรู้ หวังว่ามันจะไม่ใช่เรื่องร้าย
ยองเบหยุดลงหน้าป้ายหินอ่อนสีขาวป้ายหนึ่ง วางช่อกุหลาบลงหน้าป้ายหินอย่างเบามือ ซึงฮยอนพยายามอย่างยิ่งที่จะบังคับตนเองให้มีความกล้าพอที่จะอ่านชื่อบนป้ายนั้น และทันทีที่ได้เห็นตัวอักษรบนป้ายหินขาแข็งแรงก็เหมือนจะหมดแรง ร่างสูงทรุดลงหน้าป้ายหินที่สลักชื่อของอดีตคนรักเอาไว้ มือใหญ่ลูบป้ายชื่อนั้นราวกับว่าไม่มั่นใจว่ามันมีอยู่จริง ในหัวเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่มันมากเสียจนเขาไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
“จียงน่ะอย่างที่เรารู้จักกัน หมอนั่นเป็นคนคิดมาก เหตุผลที่จียงบอกเลิกนายเพราะร่างกายของเค้าอ่อนแอ หมอบอกกับหมอนั่นว่าเขาอาจมีชีวิตได้ไม่ถึงปี หมอนั่นถึงไม่อยากรั้งนายไว้ไงล่ะ”เป็นยองเบที่เปิดประเด็นขึ้นมา เรื่องที่เพิ่งได้รับรู้ยิ่งทำให้ซึงฮยอนยิ่งช็อคหนักกว่าเก่า
“ทำไมฉันถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลย”
“ไม่มีใครรู้หรอก ฉันเองก็เพิ่งรู้หลังจากที่นายย้ายไปแล้ว หมอนั่นทำเป็นเข้มแข็งทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนี้ จียงน่ะแทบจะออกไปไหนไกล ๆ ไม่ได้เพราะจะเหนื่อยง่าย มันเป็นโรคทางพันธุกรรมน่ะ โรคบ้า ๆ ของคนโชคร้าย แต่หลังจากนั้นร่วมหนึ่งปีก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น นายรู้ไหมว่าเรื่องอะไร...”
“.......”
“อยู่ ๆ แม่บ้านของจียงก็มาบอกฉันว่าจียงลุกขึ้นมาลื้อห้องตัวเองทั้งคืน แถมยังเดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยคนคอยพยุงเหมือนทุกทีอีกด้วย ฉันเองก็เห็นมากับตา ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร แต่ฉันคิดว่าฉันรู้นะ เพราะนายไงซึงฮยอน”
“ฉัน?”
“เพราะการ์ดงานแต่งงานของนายที่จียงบังเอิญพบเข้าในห้องนั่งเล่น ฉันคิดว่าคุณน้าน่าจะลืมเอาไว้ แต่จะด้วยเหตุอะไรก็ช่างเถอะ จียงน่ะเหมือนกับมีกำลังขึ้นมาอีกครั้ง เพียงเพราะอยากเอาร็อคเก็ตนั่นไปให้คนรักของนาย ไปพบหน้านายเป็นครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนั้นไม่กี่เดือนหมอนั่นก็...”เสียงของยองเบเงียบลง ทำให้ทั้งบริเวณถูกปกคลุมด้วยความเงียบ
ร่างสูงของซึงฮยอนสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ ความรู้สึกมากมายเข้าถาโถมร่างสูง ทุกอย่างมันดูรวดเร็วเหลือเกินทั้ง ๆ ที่เรื่องราวมันผ่านมานานแล้ว นี่น่ะหรือคือความน่าพิศวงของเวลา น่าขำ ทั้ง ๆ ที่เขาคิดว่าเข้าใจจียงดีทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่คิดแบบนี้มาตลอดถึงได้ยอมถอยออกมา ทัง ๆ ที่คิดว่าจียงคงเบื่อกับความรักผิด ๆ ของตัวเองและเขาแล้วถึงได้ขอให้เลิกกัน คิดมาตลอดว่าอีกฝ่ายจะมีความสุขถ้าเขาถอยออกมา แต่ในตอนนี้ทุกอย่างมันชัดเจนแล้วว่าเขาคิดผิด ทุกคำพูดที่จียงพูด ไม่ว่าจะเรื่องเวลาที่เจ้าตัวย้ำหลายครั้งว่ามันหมดแล้ว ในตอนนั้นซึงฮยอนคิดมาตลอดว่ามันหมายถึงความรักของจียงที่หมดลงแล้ว แต่ก็อย่างที่ทั้งเขาและจียงเคยพูดเอาไว้
ความรักก็เหมือนกับเวลา
เวลาที่ไม่มีทางย้อนกลับมาได้ กับความรักที่มีแต่จะก้าวไปข้างหน้า
ทั้งสองอย่างเดินทางไปพร้อม ๆ กัน
ซึงฮยอนเองถึงจะรักภรรยาคนปัจจุบันเพียงใดก็ไม่อาจลืมรักแรกได้
แต่มีอย่างหนึ่งที่ซึงฮยอนสงสัย เรื่องเดียวที่เขารู้ดีว่ายองเบก็ไม่อาจอธิบายได้
สำหรับคนที่เวลาของชีวิตหมดลงแล้วอย่างควอนจียง ความรักของเขาจะยังคงก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กับซึงฮยอนหรือเปล่า....
เสียงเอ่ยถามเรียกให้คนที่ยืนอยู่กลางฝนเหมือนไม่สนใจว่าจะตัวเองเปียกปอนแค่ไหนต้องหันไปมอง คิ้วเรียวของคนไม่สนใจสายฝนเลิกสูงเป็นเชิงถามชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งชายคนนั้นก็ขยับยิ้มเป็นมิตรตอบกลับมาพร้อม ๆ กับขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้นเพื่อให้อีกคนได้อยู่ใต้ร่มเดียวกัน
“เอ่อ...ขอบใจ” ควอนจียงเอ่ยอย่างเสียไม่ได้ จริงอยู่ที่เขาไม่ได้ขอความช่วยเหลือ ชายหนุ่มร่างบางไม่สนใจด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเปียกขนาดไหน แต่เมื่ออีกฝ่ายหยิบยื่นน้ำใจมาให้ แม้จะไม่รู้จักกันแต่ก็เป็นมารยาทที่จะต้องเอ่ยคำแสดงความขอบคุณออกไป
ไร้คำพูด
ควอนจียงไม่รู้ว่าตนเองควรจะพูดอะไรออกไปดี ในตอนแรกเขาคิดว่าแค่อยากยืนเงียบ ๆ กลางสายฝนเย็น ๆ สักพักเผื่อว่าจะได้ไอเดียอะไรใหม่ ๆ ไปใช้กับงานบ้าง จะได้เลิกถูกจับผิดเสียที แต่ตอนนี้ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวแล้ว ถึงจะไม่ใช่คนช่างพูดอะไร แต่การที่ยืนอยู่กับคนอื่นเงียบ ๆ แบบนี้มันรู้สึกอึดอัดแปลก ๆ
ดวงตาเรียวแอบลอบมองชายแปลกหน้าข้าง ๆ คนคนนี้ช่างดูแตกต่างกับเขาเหลือเกิน แตกต่างจนน่าอิจฉา ทั้งความสูง ทั้งโครงหน้า ที่โดดเด่นที่สุดก็คงหนีไม่พ้นดวงตาคู่คมนั่น มันดูดุดัน ดุเสียจนเขาต้องหลบสายตายามที่เจ้าตัวจ้องกลับมา ถึงแม้จะไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ แต่จียงก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้ม
ยิ้ม...ทำไม?
เหมือนกับเป็นความลืมตัว ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบปล่อยให้อะไรผ่านไปง่าย ๆ โดยทิ้งความค้างคาใจเอาไว้ ควอนจียงหันมองอีกฝ่ายทันที ใบหน้ากลมฉายแววไม่พอใจนัก ริมฝีปากสีกุหลาบเม้มเข้าหากัน คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นน้อย ๆ เหมือนกำลังเล่นเกมใบ้คำไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่ดูเหมือนกับว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่ ในขณะที่จียงไม่เข้าใจอีกฝ่ายเลย และนี่คือความรู้สึกที่เขาไม่ชอบที่สุด
“นายดูเป็นคนคิดมากจัง”เป็นอีกฝ่ายที่เอ่ยออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเล็ก ๆในลำคอ แม้จะเล็กน้อยแต่จียงก็ได้ยิน และเหมือนเคย เขาไม่เข้าใจความหมายของมัน
“เฮ่ ดูหน้านายสิ คิ้วนายด้วย มันกำลังจะกลายเป็นโบผูกของขวัญแล้วนะ”ยังคงเป็นชายแปลกหน้าที่เอ่ยออกมา น้ำเสียงโทนต่ำแม้จะฟังดูเป็นมิตร แต่ในตอนนี้ควอนจียงกลับรู้สึกไม่ค่อยชอบมันนัก
“นายขำ?”จียงพูดเพียงเท่านั้น เขาไม่อยากจะพูดอะไรมาก ไม่รู้ว่าร่างสูงนี้กำลังคิดอะไร ไม่อยากให้อีกฝ่ายมองเขาเป็นตัวตลก
“ก็แค่กำลังสงสัยว่าทำไมนายถึงมายืนตากฝนอยู่กลางสวนสาธารณะแบบนี้ในขณะที่คนอื่น ๆ กำลังวิ่งวุ่นหาที่หลบฝนกัน ก็เท่านั้น...นายไม่เชื่อ?”
“มีเหตุผละอะไรที่ฉันต้องเชื่อ?”
“เพราะฉันเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่กับนาย...ตอนนี้...อืม เหตุผลนี้พอจะได้ไหม”อาจเป็นเพราะจียงคิดมากไปเอง หรืออะไรก็ตาม แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าคนคนนี้กำลังกวนประสาทเขาอยู่
“แต่ฉันไม่รู้จักนาย”
“งั้นก็มาทำความรู้จักกันสิ ไหน ๆ ฉันก็อยู่แถวนี้อยู่แล้ว นายเป็นคนที่เพิ่งย้ายมาสินะ ใช่ไหมล่ะ เห็นน้องฉันพูดว่ามีคนย้ายเข้ามาบ้านใกล้ ๆ กันนี่เอง ยังไงเราก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านกันอยู่แล้วนี่นา”พูดจบก็ปิดท้ายด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี...
ดูเหมือนว่ายิ่งได้พูดคุยอีกฝ่ายก็ยิ่งแสดงออกมาให้เห็นว่าตนเองเป็นคนอัธยาศัยดี เขาคงมองว่ามันมีเสน่ห์มากถ้าเขาไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังกวนประสาทเขาอยู่ ควอนจียงส่งเสียงในลำคอเบา ๆ คล้ายจะขบขัน เสียแต่ว่ามันดูฝืนเหลือเกินจนอีกฝ่ายต้องตีหน้ายุ่งทำท่าน้อยอกน้อยใจที่ดูน่าขำเสียมากกว่าน่าเห็นใจ ก็นะ รูปร่างมาเฟียเสียขนาดนี้แต่ทำท่าทางอย่างกับเด็กวัยรุ่นขี้น้อยใจมันคงจะเข้ากันพิลึก
“นายนี่กวนประสาทชะมัด พูดเองเออเอง ให้ตายสิ”
“เอาเถอะน่า ถ้านายเขินละก็นะ ฉันจะเป็นฝ่ายแนะนำตัวก่อนแล้วกัน...”พูดจบก็กระแอมในลำคอเบา ๆ มืออีกข้างที่ไม่ได้ถือร่มยกขึ้นทำท่าคล้ายถือไมโครโฟนเอาไว้ ไหล่กว้างตั้งตรงขึ้น ใบหน้าคมเชิดสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงที่ทุ้มกว่าเดิม “...กระผมชเวซึงฮยอน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” พูดจบก็ยื่นมือข้างที่สมมติว่ามีไมโครโฟนอยู่มาทางจียงทำท่าพยักเพยิบให้อีกฝ่ายแนะนำตัวบ้าง แต่มีหรือควอนจียงจะทำอะไรแบบนี้ มือเรียบดันมือใหญ่กว่าของอีกฝ่ายให้ออกห่าง ซึงฮยอนไหวไหล่น้อย ๆ เป็นเชิงเข้าใจ ก่อนจะพูดเสียงอ่อย “นี่ ช่วยแนะนำตัวหน่อยสิ”
“ก็กำลังจะพูดอยู่นี่ไง ทำไมต้องทำท่าทางแบบนั้นด้วย”
“โอเค ๆ ฉันยอมแพ้แล้ว เชิญนาย” ถ้าซึงฮยอนหูไม่ฝาด หรือเสียงลมฝนไม่ได้ทำให้เขาหูเพี้ยนไป ชายหนุ่มร่างสูงคิดว่าเขาได้ยินอีกฝ่ายขำออกมา คิ้วหนาเลิกสูงพร้อม ๆ กับดวงตาคู่คนที่มองไปยังคนตัวเล็กกว่าอย่างสงสัยแต่อีกฝ่ายก็ทำเป็นไม่สนใจกับการกระทำของคนร่างสูง
“ฉันควอน......
+++
“...จียง!!”
เสียงเรียกที่ดังเกินระดับปกติสามารถเรียกความสนใจจากจียงได้สำเร็จในที่สุด ชายหนุ่มร่างบางละสายตาจากหนังสือเล่มหนาที่กำลังนั่งอ่านอยู่อย่างสนอกสนใจหันไปมองผู้มาเยือนก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
“นึกยังไงถึงมาบ้านฉันได้ แต่เช้าซะด้วย”
“เรื่องของฉันมันน่าแปลกใจกว่าเรื่องที่นายลื้อห้องตัวเองงั้นหรอ”ชายหนุ่มร่างสันทัดกวาดสายตาไปทั่วห้องนอนของเพื่อนสนิทที่เขาจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เห็นมันไม่ใช่แบบนี้ ทงยองเบก้มเก็บของบางชิ้นใกล้ ๆ เท้าขึ้นมาดูก่อนจะปล่อยมันไว้ที่เดิม ถ้าจำไม่ผิดเขาคิดว่าเขาเคยเห็นพวกมันเมื่อนานมาแล้ว
นานขนาดไหนกัน?
หนึ่งปี สองปี หรือมากกว่านั้น...
อาจจะก่อนหน้านั้น แต่ล่าสุดที่เขาเข้ามาในห้องนี้มันก็เมื่อสองปีก่อนนี่นา ในตอนนั้นเพื่อนของเขาคล้ายคนประสาทเสียเข้าไปทุกที ไม่แสดงอะไรออกมามากนักว่าตัวเองคิดอะไรอยู่แต่เผลอเมื่อไรต้องเข้ามาเก็บตัวอยู่ในห้องนอนทุกที แล้วของต่าง ๆ ที่เคยวางประดับอยู่ในห้องก็ค่อย ๆ หายไป ห้องที่เคยมีสีสันจากของต่าง ๆ กลายเป็นห้องสีขาว ที่มันให้ความรู้สึกว่างเปล่าเสียมากกว่าสะอาดตา
ยองเบค่อย ๆ เดินไปที่เตียงสีขาวกลางห้อง ระวังที่สุดเพื่อไม่ให้เหยียบอะไรเข้า ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนุ่ม แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อสัมผัสได้ว่าเตียงนั้นเย็นราวกับว่ายังไม่มีใครได้ใช้งานมันตั้งแต่เมื่อคืน
“นี่นายนั่งพังห้องตัวเองทั้งคืนไม่หลับไม่นอนเลยรึไง”
“นายมาเพื่อเทศนาฉันรึไง”พูดพลางรวบผมที่ยาวจนประบ่าของตน “คนงานรัดตัวอย่างนายคงไม่มาด้วยเรื่องแค่นี้หรอก ไหนจะเด็กของนายอีก อา...ฉันอยากเห็นเด็กคนนั้นจัง ใครกันนะที่บังอาจมาแย่งความสำคัญของฉันจากนายไป”พูดจบก็ปิดท้ายด้วยท่าทางน้อยอกน้อยใจระคนไม่พอใจในบุคคลที่สามทำเอาเพื่อนร่างหนาถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก
“......”
“เฮ้ ฉันล้อเล่นน่า อย่าทำหน้ารู้สึกผิดแบบนั้น ขนลุกว่ะ”รอยยิ้มจริงใจถูกส่งให้เพื่อนสนิทอีกครั้งอย่างที่จะบอกว่าอย่าคิดมากก่อนที่จะหันไปเก็บของลงกล่องใบใหญ่
ยองเบนั่งมองแผ่นหลังเล็กของจียงที่กำลังเก็บของอยู่ ของบนพื้นค่อย ๆ หายไปทีละชิ้นแต่มันก็ดูเหมือนว่าจะไม่หมดไปเสียที นี่เพื่อนของเขาคิดอะไรอยู่กันนะ บทจะเก็บก็เก็บเสียจนไม่เหลืออะไร แต่พอจะเอาออกมาก็นั่งลื้อไม่ยอมหลับยอมนอน ถ้าจะจัดคนเข้าใจยากคงต้องยกให้ผู้ชายที่ชื่อควอนจียงคนนี้แหละ เพราะขนาดเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กอย่างเขายังไม่ค่อยเข้าใจในความคิดและการกระทำของเพื่อนคนนี้เท่าไรเลย เสียงถอนหายใจที่ได้ยินไม่บ่อยนักจากทงยองเบดังขึ้นแผ่วเบา เบาพอที่คนที่กำลังยุ่งอยู่กับการยัดทุกอย่างลงกล่องจะไม่ได้ยิน ยองเบลงจากเตียงมานั่งข้าง ๆจียงช่วยหยิบสมบัติแห่งความทรงจำลงในกล่องอีกใบเรียกให้จียงหันมามองการกระทำของเพื่อนสนิทก่อนที่เจ้าตัวจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก
“นี่นายยังไม่ได้บอกฉันเลยว่ามีอะไรถึงมาหาฉันถึงห้องแต่เช้าแบบนี้”
“ฉันว่าจะมาเรื่องของซึง...”คำพูดที่เตรียมไว้เพื่อคุยเรื่องสำคัญกับจียงถูกกลืนลงคอไปทันทีที่ยองเบเปิดซองการ์ดสีชมพูอ่อนออกดูเขารู้ดีว่ามันหมายถึงอะไรเพราะเขาก็ได้รับมันเหมือนกัน แต่เขาไม่คิดว่าเพื่อนของเขาจะได้รับมันด้วย ไม่คิดว่าคนคนนั้นจะส่งมันมาให้เพื่อนของเขา “...ฉันคงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรแล้วล่ะ”
คำพูดชวนข้องใจของเพื่อนทำให้จียงต้องหันมามองคนข้างกาย และเขาก็เข้าใจทุกอย่างเมื่อเห็นการ์ดสีสวยในมือเพื่อน มือบางหยิบมันมาจากมือของยองเบก่อนจะนำมันไปวางไว้บนโต๊ะหนังสือ
“อย่าทำท่าคิดมากแบบนั้นสิยองเบ”เอ่ยกับเพื่อนราวกับตนเองไม่ได้คิดมากอะไร
“นี่คือเหตุผลที่นายทำอะไรบ้า ๆ แบบนี้ใช่ไหม นายน่าจะห่วงตัวเองบ้าง”
“........” คำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ต่าง ๆ ของเพื่อนสนิททำให้จียงเถียงไม่ออก จะปฏิเสธก็ไม่ออกเพราะส่วนหนึ่งมันก็ถูก ไม่สิ ที่ยองเบพูดมานั้นถูกต้องเลยทีเดียว บวกกับท่าทางที่เพื่อนรักสื่อออกมานั้นมันทำให้เขาไม่อยากจะโกหกเพื่อนคนนี้เลย ความห่วงใยที่เพื่อนส่งมาให้มันทำให้ยากนักที่จะทำเป็นคนเข้มแข็ง ไม่คิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น
มือบางยกขึ้นเสยผมที่รวบไว้อย่างลวก ๆ ยิ้มเยอะให้กับความอ่อนแอและเพ้อฝันของตนเองก่อนจะหยิบร็อคเก็ตสีเงินที่วางอยู่ข้าง ๆ การ์ดสีชมพูขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเขาก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยียบที่แล่นผ่านเข้ามา ทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งจะวางมันไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนแท้ ๆ อาจเป็นเพราะอากาศภายนอกที่ทำให้มันเย็นลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ จียงมองผ่านกรอบหน้าต่างออกไปด้านนอก สายลมพัดผ่านบานหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้พาละอองน้ำเข้ามากระทบผิวสีอ่อนของจียง
ฝนกำลังตก
ในที่สุดจียงก็หันกลับมาหายองเบที่มองเขาอย่างเป็นห่วง รอยยิ้มที่คราวนี้ดูฝืนกว่าครั้งไหน ๆ ถูกส่งมาอีกครั้ง การกระทำแบบนี้ของเพื่อนทำให้ยองเบไม่อยากจะพูดอะไรออกมา รอยยิ้มของจียงหมายถึงการยืนยัน การยืนยันว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่มีทางหยุดการกระทำของตนเอง อาจจะเสียใจแต่ก็จะไม่เสียดายที่ได้ทำมันลงไป
“ฉันจะเอาของไปคืนเค้าน่ะ มันหมดเวลาของฉันแล้ว...”หมดมานานมากแล้ว
มือบางกำร็อคเก็ตแน่น แม้มันจะเย็นไปถึงหัวใจ เย็นเสียจนหนาว แต่ก็เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่มันจะอยู่กับเขา ก่อนที่จะคืนให้เจ้าของที่แท้จริง เสียงติ๊ก ๆ ของกลไกภายในดังแว่วออกมาจากร็อคเก็ตเงิน จียงเปิดมันออก เข็มของนาฬิกากำลังหมุนวนอยู่บนหน้าปัดสีขาว ปลายของมันลากผ่านเลขโรมันสีเงินอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าก็ไม่เคยหมุนย้อนกลับมาในทิศทางเดิม ยังคงหมุนไปตามทิศทางของมันอย่างมั่นคง จียงปิดมันลงและวางมันไว้ที่เดิมก่อนจะกลับมานั่งข้าง ๆ ยองเบ ทั้งคู่ช่วยกันเก็บของเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
คนหนึ่งกำลังจมอยู่ในวังวนความคิดของตอนเอง ความเสียดาย กับเวลาที่ไม่สามารถย้อนมันกลับมาได้
อีกคนกำลังกังวลใจ เป็นห่วง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
+++
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว แต่ตอนนี้จียงกำลังอยู่บนถนนสายเล็ก ๆ ที่แสนจะเงียบสงบ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองมาถึงที่นี่ได้อย่างไร จำได้ว่าหลังจากปฏิเสธที่จะมาพร้อมยองเบแล้วเขาก็มายืนอยู่ที่นี่ ฝนหยุดตกแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความเย็นสบายของพื้นดินที่ถูกน้ำชะล้างไอแดดไปลมยามเย็นยังคงพัดเบา ๆ ผ่านแม่น้ำมายังพื้นดิน อากาศในเวลานี้ดีเสียจนจียงต้องยิ้มออกมา ขาเพรียวก้าวไปเรื่อย ๆ ตามทางที่จำได้รางๆ ปลายทางของเขาคือโบสถ์เล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ แต่ยิ่งเดินเขากลับยิ่งรู้สึกหมดแรง มือเพรียวทั้งข้างซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนสีดำ มือข้างหนึ่งสัมผัสเข้ากับความเย็นของเนื้อโลหะ ไหล่กว้างยกสูงพร้อม ๆ กับสูดลมหายใจเข้าก่อนจะค่อย ๆ ก้าวไปตามทาง
เขาเห็นโบสถ์หลังเล็ก ๆ นั้นทันทีที่เดินเลียวผ่านมุมถนนมา แม้จะไมใหญ่โตนักแต่ก็สวยงาม มันดูอบอวนไปด้วยความบริสุทธิ์และความรัก เหมาเหลือเกินสำหรับพิธีสำคัญเกี่ยวกับความรักอย่าง...
แต่งงาน
งานแต่งงานของผู้ชายกับผู้หญิงที่รักกัน
แรงสั่นจากกระเป๋ากางเกงทำให้จียงหลุดจากความคิดของตัวเอง มือที่เคยอยู่ในกระเป๋ากางเกงอยู่แล้วดึงเครื่องมือสื่อสารสีขาวออกมา รายชื่อผู้โทรเข้าทำให้เขาต้องรับสายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นห่วง
“ฉันกำลังจะไป”
“ให้ตายสิฉันคิดว่านายจะไม่มาแล้วซะอีก ยังไงก็รีบหน่อยนะพิธีใกล้จบแล้ว ถ้านายอยากจะคืนของให้เค้าก็รับมาล่ะ เพราะฉันได้ยินมาว่าหลังจบพิธีเค้าก็จะขึ้นเครื่องกันทันที”เสียงของเพื่อนรักที่ดังผ่านคลื่นสัญญาณมาราวกับเป็นมือที่กระตุกหัวใจของจียงให้หล่นไปที่หลายเท้า นี่เขากำลังจะช้าไปอีกแล้วหรือ?
สัญญาณจากเพื่อนสนิทของเขาถูกตัดไปแล้ว จียงหยิบเอาล็อคเก็ตขึ้นมาดูเวลา เขามาช้าจริง ๆ เสียด้วย แต่อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว จะได้เจอกันอีกครั้ง
ขอให้ครั้งนี้เขาไปทันทีเถอะ
ครั้งนี้ ครั้งสุดท้าย...
สองขาก้าวไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพิ่มอัตราเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง แจ็คเก็ตหนังสีดำที่เคยใส่เพื่อป้องกันความเย็นของอากาศตอนนี้ดูเกะกะเสียจนต้องถอดมันออกออก เสียงเข็มนาฬิกาสะท้อนผ่านผิวกาย ดังก้องในโสตประสาทของเขา ภายในใจภาวนาให้ครั้งนี้จะไม่สายเกินไป ขอทำในสิ่งที่ต้องการสักครั้ง แค่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจ...อย่างน้อยก็แค่ขอให้ได้ทำ เท่านั้นก็พอ...
ร่างบางยืนหอบหายใจอยู่หน้าโบสถ์ที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยด้วยความยินดีดังไปทั่ว ที่บันไดโบสถ์ สิ่งที่เห็นทำให้เขาแทบหยุดหายใจ เสียงหัวใจเต้นดังจังชายหนุ่มคิดว่าคนอื่นก็อาจจะได้ยินมัน เขาไม่มั่นใจว่าเพราะอะไรเจ้าก้อนเนื้อนี่ถึงได้เต้นแรงนัก อาจเป็นเพราะว่าเขาใช้กำลังมากไปเมื่อครู่ หรือเพราะร่างสูงเจ้าของงานมงคลในครั้งนี้ แต่ที่เขารู้คือมันเต้นแรงเสียจนเขารู้สึกเจ็บ มือขวายกขึ้นกุมหน้าอกอย่างอยากจะบรรเทาความเจ็บที่ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดนี้ เปลือกตาบางหลุบลงพร้อมกับสูดหายใจเข้าออกช้า ๆ เสียงพูดคุยที่เคยดังอยู่รอบกายพลันเงียบลง จียงรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างกระเด็นมาปะทะอก มือทั้งสองข้างของเขาจับมันไว้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ลืมตา ทันทีที่สัมผัสเขาก็รู้ได้ทันทีว่ามันคืออะไร กลิ่นหอมอ่อน ๆของดอกกุหลาบนั้นชัดเจนในความรู้สึก
ชายหนุ่มร่างบางลืมตาขึ้นช้า ๆ ผู้คนมากมายที่เคยยืนล้อมคู่บ่าวสาวอยู่ค่อย ๆ หลบฉากไปจากด้านหน้าของเขา ทำให้สามารถมองเห็นชายหญิงที่ยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์ได้อย่างชัดเจน คู่บ่าวสาวอยู่ในชุดขาว ดูสง่างามและเหมาะสมกันราวกับเจ้าชายและเจ้าหญิง
“จียง”ชายร่างสูงในสูทสีขาวเอ่ยเสียงเบา แต่ก็ดังชัดในหัวของจียง
“ไหนบอกว่าจะรอฉันมีความสุขก่อนไง แล้วไหงหนีมาแต่งงานก่อนแบบนี้”
“......”
“ความจริงนายน่ะควรจะไปงานแต่งงานของฉันก่อนสิมันถึงจะถูก”
“ฉัน...จียง...”
“เฮ้ นี่งานแต่งงานนายนะ ดูนายทำหน้าเข้า”ราวกับม้วนเทปที่ถูกเล่นซ้ำอีกครั้ง ประโยคคุ้นเคยที่อีกฝ่ายเคยพูดเมื่อครั้งแรกที่พบกัน แต่ในครั้งนี้อีกฝ่ายกลับเป็นคนพูด พูดพร้อมกับรอยยิ้มหยอกล้อ ขาเพรียวก้าวเข้าไปใกล้คนทั้งคู่ที่ยืนคู่กัน รอยยิ้มจริงใจส่งไปให้คนตัวโตที่ดูจะกังวลไม่เข้าเรื่อง
“นายยังเหมือนเดิมเลยนะซึงฮยอน...”จียงเอ่ยออกมาเมื่อได้สังเกตคนที่ตนเองรักอีกครั้งใกล้ ๆ ชเวซึงฮยอนผู้ชายที่เป็นรักแรกและรักเดียวของเขายังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่ว่าจะโครงหน้าได้รูป เรียวปากสีสวย จมูกที่โด่งเป็นสัน รวมไปถึงดวงตาคู่คมที่เขาหลงใหล ทั้งหมดของผู้ชายคนนี้ยังคงเหมือนเดิม เว้นเสียก็แต่หัวใจ ที่ในเวลานี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่เท่านี้ก็พอแล้ว ขอให้เขาจดจำไว้เพียงเท่านี้ก็พอ “...ยิ้มหน่อยสิ” ขอจดจำรอยยิ้มที่เขาแสนรักเอาไว้ก็พอ
“แต่นายดูเปลี่ยนไปนะ ผอมลงไปเยอะเลย”
“เฮ้ อย่ามาทำท่าทางเหมือนยองเบสิ ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อคุยกับนายนะ ฉันมาหาเจ้าสาวของนายต่างหาก”พูดจบก่อนจะหันไปมองหญิงสาวแสนสวยในชุดแต่งงานสีขาวพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณเป็นเพื่อนของซึงฮยอนหรอ ไม่เห็นมาแนะนำให้ฉันรู้จักบ้างเลยนะตาอ้วน เพื่อนหน้ารักแบบนี้”คนเป็นเจ้าสาวเอ่ยติเจ้าบ่าวอย่างไม่รู้เรื่องอะไร รอยยิ้มของเธอสดใสเหลือเกิน น่ารักราวกับตุ๊กตา ได้เห็นเพียงเท่านี้จียงก็พอใจแล้ว ซึงฮยอนกำลังจะมีความสุขกับคนที่ดีแบบนี้ เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดน้อยลงบ้าง
“อย่าไปว่าหมอนี่เลยก็เราอยู่คนละประเทศกันนี่นา ผมยังเสียดายเลยว่าคุณน่าจะเจอหมอนี่ก่อนหน้านี้สักปีสองปี”จียงเอ่ยไปตามจริง ถ้าผู้หญิงคนนี้ได้เจอกับซึงฮยอนก่อนเขาเรื่องราวที่ผ่านมาอาจจะดีกว่านี้ก็ได้
“ใช่สินะ เดี๋ยวเราจะก็จะย้ายไปฟิลิปปินส์อย่างถาวรแล้ว ถ้ายังไงคุณก็ไปเยี่ยมเราได้นะคะ ฉันน่ะอยากรู้ว่าเมื่อก่อนซึงฮยอนเป็นยังไงบ้าง ยังไงคุณก็เป็นเพื่อนเค้าต้องรู้ดีกว่าฉันแน่เลย ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“อย่าไปรบกวนจียงเลยดาร่า”ซึงฮยอนเอ่ยปรามคนรักที่พูดเองเออเองอยู่ฝ่ายเดียว และผลที่ได้รับก็คือค้อนวงโตจากเจ้าสาวและจียงที่ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีจนน่าใจหาย
“ผมคงไปไหนไม่ได้แล้วล่ะ ที่ผมมาที่นี่ก็เพราะจะเอาของขวัญมาให้คุณ”ร็อคเก็ตที่จียงถืออยู่ตลอดเวลาถูกวางลงบนมือบางของหญิงสาวตรงหน้า ดวงตากลมโตของหญิงสาวระริกอย่างตื่นเต้น ความดีใจฉายชัดบนใบหน้า
“สวยจังเลยค่ะ”
“ไม่ใช่แค่สวยหรอกนะ แต่มันมีความหมายด้วย มันหมายถึงการเดินไปข้างหน้าโดยไม่ย้อนกลับเหมือนกับเวลาที่ไม่มีทางย้อนกลับไปได้ไง ความรักของคุณสองคนก็เหมือนกัน มันจะมีแต่ก้าวไปข้างหน้า”คำพูดที่เคยมีคนพูดเอาไว้ จียงจำมันได้ดี เวลาที่ไม่มีทางย้อนกลับมา กับความรักที่มีแต่จะก้าวไปข้างหน้า ในตอนนี้เขาได้ส่งมอบมันให้กับคนที่เหมาะสมแล้ว
“ขอบคุณค่ะจียง คุณน่ารักจัง”ใบหน้าหวานของหญิงสาวยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ว่าใครมองก็ไม่อาจละสายตาได้
“อา...ผมคงต้องไปแล้ว เวลาของผมใกล้หมดแล้ว”พูดจบก็หมุนตัวเดินออกมาทันที แต่เพียงไม่กี่ก้าวจียงก็หันกลับมาอีกครั้ง ยกช่อกุหลาบหลากสีในมือชูขึ้นโบกไปมาเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่ดังพอให้หญิงสาวในชุดเจ้าสาวได้ยิน
“ขอบคุณสำหรับดอกไม้นะครับ มันสวยเหมือนคุณเลย”ทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก่อนจะเดินผ่านผู้คนในงานออกมาก
+++
ขาเพรียวก้าวเดินอย่างเชื่องช้า สายตาทอดมองยังพระอาทิตย์ยามเย็นที่ค่อย ๆ ตกลงสู่ผิวน้ำ รอยยิ้มยังคงไม่เลือนหายไปจากใบหน้าของจียงแม้เรื่องมันจะจบลงแบบนี้แต่ก็คงจะเป็นตอนจบที่ดี อาจจะดีที่สุดในบรรดาเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตขิงเขาเลยก็ว่าได้ เขาเพรียวหยุดก้าวเดิน ร่างบางหยุดลงบนสะพานข้ามแม่น้ำเล็ก ๆ สายลมยังคงไม่หยุดพัด มือบางยกช่อกุหลาบขึ้นมา ใบหน้ากลมเคลื่อนเข้าใกล้ช่อดอกไม้สีหวานสูดดมกลิ่นของมันช้า ๆ กายที่เคยตั้งตรงทรุดลง แผ่นหลังพิงกับราวสะพานคล้ายคนหมดแรง แต่ใบหน้าของชายหนุ่มก็ยังคงแย้มยิ้ม
ยิ้มพร้อม ๆ กับน้ำตา
“หมดแรงแล้วรึไงคุณชายควอนคนเก่ง”เสียงของเพื่อนรักเรียกให้จียงต้องหันไปมอง ทงยองเบก้าวออกมาจากรถสปอร์ท มองเพื่อนร่างบางผ่านแว่นกันแดดสีดำ
“......”
“กลับกันเถอะ...”เอ่ยกับเอนรักก่อนจะกลับเข้าไปนั่งในรถ ไม่นานนักจียงก็เข้ามาในรถ นั่งลงข้างคนขับ ดอกไม้ในมือถูกประคองอย่างหวงแหนแม้สองมือนั้นจะดูหมดแรงลงทุกที
“อยากพักก็นอนได้นะเดี๋ยวฉันไปส่งนายถึงห้องเลย”พูดพร้อมกับยิ้มทะเล้น พยายามสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น แต่ก็รู้ดีว่าคงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ยองเบได้ยินเสียงตอบรับเบา ๆ จากคนที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ รถสปอร์ทออกตัวอย่างนิ่มนวลด้วยความชำนาญ เคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ รับลมริมแม่น้ำ บรรยากาศในรถตกสู่ความเงียบเมื่อผู้โดยสารดูเหมือนจะหลับไปแล้ว
“นี่ยองเบ”เสียงเรียกทำให้คนที่ขับรถเพลิน ๆ สะดุ้งเล็กน้อย ยองเบหันไปมองคนที่คิดว่าหลับไปแล้วอย่างสงสัย
“หนาวหรอ เอาเสื้อไหม”ถามอย่างเป็นห่วงแต่จียงกลับส่ายหน้าเบา ๆ
“ฉันชอบโบสถ์ที่หมอนั่นใช้ทำพิธีวันนี้จัง”
“เห?”
“ข้างหลังโบสถ์นั่นมีสุสานรึเปล่านะ...”เหมือนจียงจะบ่นกับตนเองมากกว่าจะถามคนข้างกาย ยองเบมองเพื่อนรักที่ค่อย ๆ หลับตาลงอย่างจนคำพูด ใบหน้าของจียงยังคงยิ้มอยู่แม้ในยามหลับใหล
“ฉันเข้าใจแล้ว หลับให้สบายเถอะ เดี๋ยวถึงบ้านแล้วจะปลุก”เอ่ยกับเพื่อนเบา ๆ แผ่นอกของจียงขยับขึ้นลงสม่ำเสมอเป็นสัญญาณบอกว่าอีกฝ่ายได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว และความเงียบก็เข้ามาครองพื้นที่อีกครั้ง
รถสปอร์ทสีแดงสดแล่นไปตามถนนริมแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่แสนสงบอย่างช้า ๆ พร้อม ๆ กับดวงอาทิตย์สีแสดที่ลับขอบฟ้าลง
+++
3 ปีผ่านไป
“นาย...ทงยองเบใช่รึเปล่า”เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ชายหนุ่มร่างสันทัดต้องละความสนใจจากดอกกุหลาบหลากสี ดวงตาด้านหลังแว่นกันแดดสีดำแสดงความแปลกใจออกมาเมื่อได้พบกับคนที่คิดว่าจะไม่กลับมาที่เกาหลีอีกแล้ว แต่อีกฝ่ายคงไม่สามารถรับรู้ได้
“ซึงฮยอน?”ยองเบเอ่ยเรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจ อีฝ่ายดูต่างจากที่เขาเห็นล่าสุดมาก ดูภูมิฐานขึ้น ถ้าพูดโดยรวมก็ต้องบอกว่าดูดีขึ้นมากเลยทีเยว
“ไม่คิดว่าจะมาเจอนายที่นี่นะ”เป็นชายร่างสูงที่พูดออกมา
“เหมือนกัน นายมาซื้อดอกไม้? ให้ภรรยานายงั้นหรอ?”
“ใช่ แล้วนายล่ะ”
“ฉันมาซื้อดอกไม้ให้จียงน่ะ”
“อย่างนั้นหรอ...เค้าเป็นยังไงบ้าง”ยองเบคิดว่าเห็นแววตาคมเข้มของอีกฝ่ายหมองลงวูบหนึ่ง น้ำเสียงที่เหมือนจะเข้าใจทุกอย่างนั่นทำให้ยองเบต้องขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันไม่รู้ว่านายคิดอะไรอยู่ แต่ถ้านายพอมีเวลาล่ะก็นะไปกับฉันหน่อยสิ”พูดกับซึงฮยอนจบหนุ่มร่างสันทัดก็หันไปสั่งดอกไม้กับพนักงานอย่างคุ้นเคย
“เราจะไปไหนกัน”ซึงฮยอนเอ่ยถามก่อนจะจ่ายค่าดอกไม้ของตน
“โบสถ์ที่นายใช้แต่งงานนั่นไง เดินไปไม่ไกลหรอก”
“จียงอยู่ที่นั่น?”ร่างสูงเดา แต่ก็ยังสงสัยว่าจียงไปทำอะไรที่โบสถ์นั่น “แต่งงาน?” อา...อาจจะใช่ก็ได้ เรื่องของเขากับจียงก็จบลงไปร่วมสี่ปีแล้ว ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะเริ่มชีวิตใหม่กับใครอีกคน เขาเองยังเลือกที่จะเริ่มต้นใหม่เลย แต่ก็อดใจหายไม่ได้จริง ๆ สินะ
“ไว้นายไปถึงก็รู้เอง”พูดจบยองเบก็เดินออกจากร้านดอกไม้ทันที ซึงฮยอนสาวเท้าตามเพื่อนของอดีตคนรักไป ไม่ยากที่ร่างสูงจะตามทันยองเบ ทั้งคู่เดินผ่านเส้นทางที่คุ้นตามุ่งหน้าไปยังโบสถ์หลังเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ
ผู้ชายสองคนกับดอกกุหลาบสองช่อ
โบสถ์ยามไร้พิธีกรรมช่างเงียบสงบ ซึงฮยอนเดินตามยองเบไปเงียบ ๆ ยิ่งร่างสันทัดพาเขาเดินอ้อมไปทางหลังโบสถ์เขายิ่งไม่กล้าจะเอ่ยปากถาม ไม่อยากคาดเดาอะไร ไม่อยากคิดว่าจียงจะมาทำอะไรในสุสาน ซึงฮยอนรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ กลัวสิ่งที่กำลังจะได้รับรู้ หวังว่ามันจะไม่ใช่เรื่องร้าย
ยองเบหยุดลงหน้าป้ายหินอ่อนสีขาวป้ายหนึ่ง วางช่อกุหลาบลงหน้าป้ายหินอย่างเบามือ ซึงฮยอนพยายามอย่างยิ่งที่จะบังคับตนเองให้มีความกล้าพอที่จะอ่านชื่อบนป้ายนั้น และทันทีที่ได้เห็นตัวอักษรบนป้ายหินขาแข็งแรงก็เหมือนจะหมดแรง ร่างสูงทรุดลงหน้าป้ายหินที่สลักชื่อของอดีตคนรักเอาไว้ มือใหญ่ลูบป้ายชื่อนั้นราวกับว่าไม่มั่นใจว่ามันมีอยู่จริง ในหัวเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่มันมากเสียจนเขาไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
“จียงน่ะอย่างที่เรารู้จักกัน หมอนั่นเป็นคนคิดมาก เหตุผลที่จียงบอกเลิกนายเพราะร่างกายของเค้าอ่อนแอ หมอบอกกับหมอนั่นว่าเขาอาจมีชีวิตได้ไม่ถึงปี หมอนั่นถึงไม่อยากรั้งนายไว้ไงล่ะ”เป็นยองเบที่เปิดประเด็นขึ้นมา เรื่องที่เพิ่งได้รับรู้ยิ่งทำให้ซึงฮยอนยิ่งช็อคหนักกว่าเก่า
“ทำไมฉันถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลย”
“ไม่มีใครรู้หรอก ฉันเองก็เพิ่งรู้หลังจากที่นายย้ายไปแล้ว หมอนั่นทำเป็นเข้มแข็งทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนี้ จียงน่ะแทบจะออกไปไหนไกล ๆ ไม่ได้เพราะจะเหนื่อยง่าย มันเป็นโรคทางพันธุกรรมน่ะ โรคบ้า ๆ ของคนโชคร้าย แต่หลังจากนั้นร่วมหนึ่งปีก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น นายรู้ไหมว่าเรื่องอะไร...”
“.......”
“อยู่ ๆ แม่บ้านของจียงก็มาบอกฉันว่าจียงลุกขึ้นมาลื้อห้องตัวเองทั้งคืน แถมยังเดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยคนคอยพยุงเหมือนทุกทีอีกด้วย ฉันเองก็เห็นมากับตา ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร แต่ฉันคิดว่าฉันรู้นะ เพราะนายไงซึงฮยอน”
“ฉัน?”
“เพราะการ์ดงานแต่งงานของนายที่จียงบังเอิญพบเข้าในห้องนั่งเล่น ฉันคิดว่าคุณน้าน่าจะลืมเอาไว้ แต่จะด้วยเหตุอะไรก็ช่างเถอะ จียงน่ะเหมือนกับมีกำลังขึ้นมาอีกครั้ง เพียงเพราะอยากเอาร็อคเก็ตนั่นไปให้คนรักของนาย ไปพบหน้านายเป็นครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนั้นไม่กี่เดือนหมอนั่นก็...”เสียงของยองเบเงียบลง ทำให้ทั้งบริเวณถูกปกคลุมด้วยความเงียบ
ร่างสูงของซึงฮยอนสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ ความรู้สึกมากมายเข้าถาโถมร่างสูง ทุกอย่างมันดูรวดเร็วเหลือเกินทั้ง ๆ ที่เรื่องราวมันผ่านมานานแล้ว นี่น่ะหรือคือความน่าพิศวงของเวลา น่าขำ ทั้ง ๆ ที่เขาคิดว่าเข้าใจจียงดีทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่คิดแบบนี้มาตลอดถึงได้ยอมถอยออกมา ทัง ๆ ที่คิดว่าจียงคงเบื่อกับความรักผิด ๆ ของตัวเองและเขาแล้วถึงได้ขอให้เลิกกัน คิดมาตลอดว่าอีกฝ่ายจะมีความสุขถ้าเขาถอยออกมา แต่ในตอนนี้ทุกอย่างมันชัดเจนแล้วว่าเขาคิดผิด ทุกคำพูดที่จียงพูด ไม่ว่าจะเรื่องเวลาที่เจ้าตัวย้ำหลายครั้งว่ามันหมดแล้ว ในตอนนั้นซึงฮยอนคิดมาตลอดว่ามันหมายถึงความรักของจียงที่หมดลงแล้ว แต่ก็อย่างที่ทั้งเขาและจียงเคยพูดเอาไว้
ความรักก็เหมือนกับเวลา
เวลาที่ไม่มีทางย้อนกลับมาได้ กับความรักที่มีแต่จะก้าวไปข้างหน้า
ทั้งสองอย่างเดินทางไปพร้อม ๆ กัน
ซึงฮยอนเองถึงจะรักภรรยาคนปัจจุบันเพียงใดก็ไม่อาจลืมรักแรกได้
แต่มีอย่างหนึ่งที่ซึงฮยอนสงสัย เรื่องเดียวที่เขารู้ดีว่ายองเบก็ไม่อาจอธิบายได้
สำหรับคนที่เวลาของชีวิตหมดลงแล้วอย่างควอนจียง ความรักของเขาจะยังคงก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กับซึงฮยอนหรือเปล่า....
Good bye...
-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-
จบแล้วค่ะ ฟิคที่แต่งเป็นเรื่องแรก มันเป็นฟิคเรื่องแรกของดาเลยนะเนี่ย แต่ก่อนเล่นบล็อกดาเคยแต่งนิยายอยู่เหมือนกัน (แต่ก็ไม่เคยจบซักเรื่อง) เพราะงี้ดาถึงเลือกลองเขียนเป็นฟิคสั้น ๆ ดู ไงก็ติชมหน่อยนะคะ
ปล.ขอบคุณพี่อารี พี่สาวสุดที่รักที่ช่วยแต่งภาพให้ (สังเกตทุกรายละเอียดของภาพมันมีความหมายหมดเลยนะคะ พี่สาวดาน่ารักจริง ๆ อ๊ากกกก)
ปลล.พี่ต้าจ๋า จำได้ไหมที่เค้าเคยบอกว่าฟิคจะมาภายในปีนี้ มันมาแล้วนะคะ แต่ฝีมือน้องมีแค่นี้แต่งได้แต่ฟิคสั้น
ปลลล.วันนี้ฝนตกเลยโดดเรียนพิเศษมันซะเลย เหอ ๆ

#1 By (115.67.116.76) on 2009-10-14 16:45